รีวิว เรียนขับรถยนต์ กับโรงเรียนสอนขับรถ สมาร์ทไดร์ฟ

ก่อนหน้านี้คิดว่าไม่ไปเรียนขับรถ เพราะจะออกรถอยู่แล้ว ก็ว่าจะใช้รถตัวเองแล้วให้พ่อสอนขับ แล้วก็ฝึกขับด้วยตัวเอง แต่พอพิจารณาสภาพแวดล้อมที่บ้าน รู้สึกไม่เหมาะกับฝึกขับรถเลย

พ่อแม่ก็อยากให้ไปเรียนด้วย เพราะเรียนจบแล้วจะได้ใบขับขี่มาเลย ตอนแรกก็คิดอย่างนั้น คิดว่าง่ายแน่นอน แต่จริงๆแล้วต้องสอบด้วย แต่ก็ไม่ยากเกินไป ขอแค่ไปเข้าคอร์สทุกวัน และอ่านหนังสือที่เขาให้มา ..สอบผ่านแน่นอน

วันสมัครเรียน

แม้แต่วันที่ไปสมัครเรียนก็ยังไม่คิดจะเรียนเลยนะ วันนั้นไปจองรถเฉยๆ แล้วพอรู้ว่าโรงเรียนสอนขับรถอยู่ไกล้ๆ (จ.อุดร) ก็ไปสมัครโดยที่ไม่ได้เตรียมหลักฐานอะไรไปด้วยเลย

แต่ไปถึงแล้วเขารับสมัครให้ทันที รูปก็ไปถ่ายที่นั่น ส่วนใบรับรองแพทย์นำมาส่งทีหลังได้

ค่าใช้จ่าย

เท่าที่ดูจะมีหลายเรทหลายราคา ผมลงเรียนขับเกียร์ออโต้ ลงเรียนแบบคนขับรถไม่เป็นเลย ทั้งหมด 15 ชั่วโมง ราคา 5,000 บาท

เรียนวันแรก

ขับรถวนในสนามซ้อม เกือบๆ 2 ชั่วโมง เป็นการฝึกขับให้ชิดขอบทาง ฝึกขับให้ตรง ขับรถลงสะพาน ขับอ้อมวงเวียน และปิดท้ายด้วยการฝึกถอยหลังจอดรถ

การขับอาจารย์จะจับให้ดูครั้งเดียว หลังจากนั้นจะสลับที่นั่งแล้วเราจะได้ขับเองจนจบคอร์ส

เรียนจบวันแรกขับแค่ในสนามซ้อม รู้สึกยังไม่คล่องมือเท่าไหร่ โดยเฉพาะเวลาเลี้ยวรถ ยังงงๆกับรอบการหมุนพวงมาลัย

ระหว่างขับอาจารย์เขาจะย้ำตลอด ตรงจุดไหนที่ยังทำได้ไม่ดี เช่น เวลาเลี้ยวหมุนพวงมาลัยกี่รอบ หักคืนจุดไหน อะไรประมาณนี้

Smart Drive School

รถที่ใช้ขับ

สำหรับรถเกียร์ออโต้จะเป็นรถ Nissan march (รุ่นปีไหนไม่รู้) รถไม่ได้เก่า แต่ก็ไม่น่าจะใหม่ล่าสุด รถคันนี้เป็นรถ 5 ประตูมีขนาดเล็ก โหมดขับง่ายๆสไตล์รถอีโคคาร์

ส่วนที่แตกต่างจากรถคันอื่นๆ คือรถที่ใช้สอนขับจะมีเบรคที่ฝั่งคนนั่งด้วย

เรียนขับรถวันที่ 2

ช่วงแรกจะยังอยู่ในสนามซ้อม จุดที่ยากคือขับอ้อมวงเวียน และการถอยรถจอด ก็ค่อยๆเรียนรู้

สนามซ้อมที่นี่ฟุตบาทต่ำ เรียนทั้งหมด 5 วัน มีวันนี้วันเดียว ขับอ้อมวงเวียนแล้วล้อหลังปีนฟุตบาท

ขับไปสักพักอาจารย์ให้ขับข้างนอก จริงๆนึกว่าจะได้ออกมาวันท้ายๆ เพราะยังขับไม่คล่องเลย

เส้นทางก็เริ่มจากขับออกจากหน้าโรงเรียนเลี้ยวขวาไปสี่แยกไฟแดง เลี้ยวซ้ายไปทางบิ๊กซี เลี้ยวซ้ายไปทางตลาดไทยสิริ ขับไปสักพักแล้วอ้อมกลับเข้าโรงเรียน

อยู่ในโรงเรียนมีกฏห้ามเหยียบคันเร่ง ให้เหยียบได้เฉพาะตอนขึ้นสะพาน แต่อยู่ข้างนอกต้องใช้คันเร่ง ..ผมขับประมาณ 60 กิโลฯ/ชม

ขับออกนอกโรงเรียนวันแรกก็ได้บทเรียนที่สำคัญแล้ว ตอนไปถึงจุดที่มีที่กลับรถ มีรถเหมือนจะพุ่งออกมา ผมเลยหักออกไปนิดนึง อาจารย์ก็บอกคราวหน้าอย่าทำอีก อาจจะทำให้ชนคันอื่นได้หรือเสียหลัก เราก็จะเป็นฝ่ายผิด ถ้ามีบาดเจ็บด้วยก็ซวยเอง

แต่ถ้ารถคันนั้นพุ่งออกมาแล้วชนกัน รถที่พุ่งออกมาจะผิด ถ้ากลัวชนหนักผ่อนรถหรือค่อยๆเบรก ..ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย เพราะเคยดูคลิกรถยนต์หักหลบมอไซต์ ไปชนมอไซต์อีกคันที่เขาขับมาดีๆ (แทนที่คนขับแย่ๆมันจะถูกชน)

เรียนขับรถวันที่ 3

วนอยู่กับสนามซ้อมเหมือนเดิม และออกไปข้างนอกก็ไปที่เดิม แต่เริ่มรู้สึกมั่นใจมากขึ้นละ

เรียนขับรถวันที่ 4

วนอยู่กับสนามซ้อมเหมือนเดิม แต่ขับออกข้างนอกเปลี่ยนเส้นทาง เป็นเส้นรอบเมืองอุดร มีการแวะเข้าเมืองนิดนึง เพื่อเลี่ยงรถติด

ขับบนเส้นรอบเมืองถนนกว้างมาก มี 6 เลน ตอนแรกกังวลแต่พอได้ไปแล้วรู้สึกไม่กลัวถนนใหญ่อีกเลย เพราะถนนกว้างโอกาสที่จะเฉี่ยวกับมอไซต์มีน้อย

Smart Drive School

ถ้าเรียนรอบบ่ายถึงเย็น ออกไปข้างนอกจะได้เจอรถเยอะๆแบบนี้

เรียนขับรถวันที่ 5

วนอยู่กับสนามซ้อม แต่ตอนท้ายๆจะได้ขับคนเดียว พอขับรถผ่านได้แบบที่อาจารย์ไม่ต้องบอก ก็ออกไปนอกโรงเรียนต่อ

คราวนี้คือขับเข้าเมืองอุดรเลย ถ้าจำไม่ผิดก็ไปตลาดรังษิณา ผ่านห้าแยกน้ำพุ ผ่านเซลทรัล วันนี้ผมลงที่บิ๊กซีไม่ได้กลับเข้าโรงเรียน

เรียนจบไป 5 วัน สิ่งที่อาจารย์ย้ำอยู่ตลอดให้ประคองรถให้อยู่ในเลน ด้วยความที่เป็นมือใหม่ ขับไม่นิ่ง ชอบขับกินเลน กับตอนเลี้ยวผมรู้สึกยังทำได้ไม่ดี ก็มาฝึกต่อกับรถของตัวเอง

เรียนภาคทฤษฎี

เรียนสองวันแรกจะได้เข้าห้องอบรมดูวิดีทัศน์ และฝึกทำข้อสอบ ซึ่งเป็นข้อสอบที่จะใช้สอบจริง

หลังจากจบสองวันแล้ว จะมาขอซ้อมทำข้อสอบอีกก็ได้ เพราะโรงเรียนมีกฏให้นักเรียนทุกคนต้องซ้อมสอบผ่าน 45 คะแนน ทั้งหมด 3 ครั้ง ถึงจะมีสิทธิสอบ

ข้อสอบของโรงเรียน จะเน้นความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง เช่น เจอผ้ายแบบนี้ต้องทำอย่างไร จอดรถแบบไหนถูกต้อง คันไหนมีสิทธิใช้ทางก่อน ฯลฯ

จะไม่มีแบบว่ารถยนต์หมายถึงอะไร จักรยานหมายถึงอะไรแบบนี้

การซ้อมสอบ

การซ้อมสอบจะเหมือนการสอบจริง ทำข้อสอบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (แบบเดียวกับที่อยู่ขนส่ง) วิธีใช้ไม่ยากเดี๋ยวอาจารย์เขาจะอธิบาย ส่วนข้อสอบที่จะได้ทำก็คือข้อสอบจริงเลยครับ

แต่ข้อสอบมีหลายชุด เท่าที่ซ้อมสอบทั้งหมด 7 ครั้ง ผมได้ชุดข้อสอบไม่เคยซ้ำ และอีกหนึ่งครั้งตอนสอบจริงก็ได้ไม่ซ้ำ แต่ละชุดจะมีบางข้อเท่านั้นที่ข้อสอบเหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของป้ายจราจร ถ้าซ้อมสอบบ่อยๆความรู้จะซึมเข้าหัวเอง

Smart Drive School

วันสอบ

วันสอบทางโรงเรียนจะมีกำหนดการที่ชัดเจน จัดสอบเป็นรอบๆไป

ในวันนั้นอาจารย์ฝ่ายทฤษฎีจะติวสอบให้ เริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงเที่ยง เสร็จแล้วไปสอบภาคปฏิบัติ

สอบขับรถง่ายมาก เพราะมันคือที่ที่ใช้ขับรถตอนมาเรียน ส่วนใหญ่ก็ไม่มีปัญหา ใช้เวลา 10 นาทีก็เสร็จ

เสร็จแล้วมาต่อด้วยการสอบภาคทฤษฎี ต้องทำข้อสอบให้ได้ 45 คะแนน (เต็ม 50)

ผมสอบครั้งเดียวผ่าน ได้ 47 คะแนน ประมาณบ่ายโมงก็ได้เอกสารรับรอง เอาไปขอใบขับขี่กับขนส่งได้เลย

คนที่สอบไม่ผ่านก็สามารถสอบซ้ำได้ในวันเดียว จนกว่าจะผ่าน

ข้อแนะนำ

เป็นโชคดีที่เลือกเรียนกับอาจารย์คนเดิม ตลอด 5 วัน ผมทำงานอิสระก็เลยเลือกเวลาเรียนได้

การที่เรียนกับอาจารย์คนเดิมข้อดีคือเขารู้พฤติกรรมการขับของเรา ตรงไหนที่เรายังอ่อนเขาก็จะได้ย้ำ ช่วยแก้ไขให้

หลังเรียนจบ

ขับรถเป็นแล้ว ..แต่ยังขับไม่เก่ง ผมเริ่มจากขับรถไม่เป็น พวงมาลัยหมุนได้กี่รอบก่อนเรียนยังไม่รู้เลย แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว ขับเป็นแล้ว ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลา ขับบ่อยๆแล้วจะเก่งเอง(ใครๆก็บอกมาแบบนี้)

ส่วนกฏหมายจราจรตอนนี้ค่อนข้างแม่น โดยเฉพาะป้ายข้างทาง เครื่องหมายต่างๆ ดูออกทุกป้าย ส่วนที่ยังงงๆก็เป็นเรื่องของการทำธุรกรรมกับขนส่ง แจ้งโอน เปลี่ยนสีรถ ฯลฯ ต้องทำภายในกี่วันอะไรแบบนี้ จำไม่ค่อยได้

สรุป

  • ข้อเสียมีอย่างเดียวคือเสียเงิน นอกนั้นคือดีหมด
  • ดีตรงที่สนามซ้อมมีความปลอดภัย ฟุตบาทต่ำ และสนามซ้อมก็คือสนามสอบใบขับขี่
  • อาจารย์สอนดี คืออดทนต่อขับแบบห่วยๆของผมได้
  • เจ้าหน้าที่โรงเรียนให้การต้อนรับดีมาก
  • ข้อแนะนำ ในอนาคตถ้าโรงเรียนสามารถเติบโตได้อีก อาจจะเพิ่มสนามที่ต้องใช้ความเร็วมากขึ้นได้ เพื่อจำลองสถาณการณ์การขับที่หลากหลายขึ้น ออกมาข้างนอกจะได้มั่นใจ

สุดท้ายค่าเรียน 5,000 คุ้มมั้ย

ส่วนตัวผมมาเรียนเพราะว่าตอนนั้นกำลังจะออกรถ ค่าดาวน์รถหลักแสน ค่าเรียนห้าพันจึงถือเป็นอะไรที่เล็กน้อย เพราะสิ่งที่ได้คือความรู้กฎจราจร ได้ใบขับขี่ และขับรถเป็น ..มันก็เลยคุ้มค่า

ทีนี้คุณคาดหวังอะไรที่จะไปเรียน ถ้าหัวดีขยันอ่านไปซื้อหนังสือมาอ่านสองเองก็ได้ ถ้าแถวบ้านมีพื้นที่ซ้อมขับอย่างปลอดภัย ก็ให้คนอื่นสอนขับได้เหมือนกัน ถ้าปัจจัยไม่พร้อมก็เก็บตังค์ไปเรียนดีกว่าครับ

Facebook Comments

You might also like

No Comments

Leave a Reply